ความเสี่ยงทางการคลังของไทย

หากจะกล่าวถึง “ความเสี่ยงและการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน” จะเป็นที่รู้จักกันดีในวงการของนักบริหารจัดการด้านการเงินการ ธนาคาร และบุคคลที่เกี่ยวข้อง แต่ ความเสี่ยงและการบริหารความเสี่ยงทางการคลัง อาจไม่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายเท่าการบริหารด้านการคลังเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนการฟื้นตัว และพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนอย่างมีคุณภาพ หากมีระบบบริหารความเสี่ยงด้านการคลังที่มีประสิทธิภาพ ในที่นี้จึงใคร่เสนอให้รู้จักกับความเสี่ยงทางการคลังว่าเกิดจากอะไรบ้าง ซึ่งอาจแบ่งแยกได้ 4 ประเด็น ดังนี้

1. ความเสี่ยงทางการคลังที่เกิดจากการไม่รู้สถานะด้านการคลังที่แท้จริงของรัฐบาล รัฐจำเป็นต้องรู้เพื่อจะใช้ประกอบการพิจารณากำหนดนโยบายและมาตรการด้านการคลังได้ถูกต้องและเหมาะสม เพื่อการบริหารความเสี่ยงด้านการคลังที่เกิดจากส่วนนี้ จะทำให้ความเสี่ยงในการกำหนดนโยบายการคลังมีน้อยลง และสามารถบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจการคลังได้ ดังนั้น รัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้องรู้ข้อมูลและเรื่องต่างๆ ดังต่อไปนี้
1.1 สถานะด้านทรัพย์สินและหนี้สินที่แท้จริง
1.2 ภาระผูกพันทางการคลังจากการค้ำประกันต่างๆ ของรัฐบาล และมาตรการการคลังของรัฐบาลที่อาจส่งผลกระทบต่อภาระทางการคลังในอนาคต
1.3 บทบาทและขนาดของมาตรการกึ่งการคลังที่ดำเนินการโดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ เช่น การปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยในตลาด และการปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มบุคคลที่มีความเสี่ยงและไม่มีหลักประกัน สืบเนื่องจากนโยบายรัฐบาล เป็นต้น ซึ่งมาตรการเหล่านี้อาจส่งผลกระทบกลายเป็นความเสี่ยงทางการคลังได้ในอนาคต
1.4 ข้อมูลเกี่ยวกับการคลังภาคสาธารณะ ซึ่งประกอบด้วย ฐานะการคลังของรัฐบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจ

 

2. ความเสี่ยงทางการคลังที่เกิดจากความผันผวนของเศรษฐกิจมหภาค เป็นการยากมากในการบริหารจากทางด้านการคลังเพียงด้านเดียว เนื่องจากความผันผวนของเศรษฐกิจมหภาค อาจมีสาเหตุมาจากหลายประการ เช่น อาจจะเกิดจากปัจจัยภายนอกที่รัฐควบคุมไม่ได้ เกิดจากวัฏจักร เศรษฐกิจ หรืออาจเกิดจากความผันผวนของภาคการเงิน เป็นต้น

3. ความเสี่ยงทางการคลังที่เกิดจากความไม่ยั่งยืนทางการคลัง ซึ่งการบริหารความเสี่ยงด้านนี้จะเกี่ยวข้องกับการบริหารรายได้และรายจ่าย รวมทั้งการบริหารทรัพย์สินและหนี้สินที่มีประสิทธิภาพ โดยที่
3.1 การบริหารรายได้และรายจ่าย ซึ่งหน่วยงานในกระทรวงการคลังที่ทำหน้าที่เป็นหลักในการเก็บรายได้ให้กับรัฐ คือ กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร นอกจากนี้ยังต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและประสานงานกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และหน่วยงานอื่นๆ ในการปรับปรุงระบบภาษีและระบบการจัดเก็บให้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เพื่อเป็นฐานภาษีที่ยั่งยืนในอนาคต
3.2 การบริหารทรัพย์สินและหนี้สิน ซึ่งมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารทรัพย์สิน ได้แก่ กรมธนารักษ์ และสำนักรัฐวิสาหกิจและหลักทรัพย์ของรัฐ
นอกจากนี้สำนักบริหารหนี้สินสาธารณะทำหน้าที่พัฒนาตลาดพันธบัตรรัฐบาลและพันธบัตรรัฐวิสาหกิจขึ้น เพื่อรองรับการพัฒนาตลาดตราสารและการพัฒนาประเทศในระยะยาว ในขณะที่สำนักรัฐวิสาหกิจฯ จะดำเนินการตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐ ในการพัฒนาวิสาหกิจให้เป็นองค์กรหลักในการกอบกู้เศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ ส่วนกรมธนารักษ์ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่บริหารที่ดินและสิ่งก่อสร้างของภาครัฐที่ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ มาบริหารให้เกิดประโยชน์เพื่อสร้างรายได้ให้กับภาครัฐ

4. ความเสี่ยงทางการคลังเนื่องจากความอ่อนแอของโครงสร้างการคลังและหน่วยงานบริหารจัดการด้านการคลัง ซึ่งหากเกิดขึ้นเป็นเวลานานจะยากลำบากต่อการบริหารมาก โดยความเสี่ยงด้านนี้แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่
4.1 ความไม่เหมาะสมของโครงสร้างการคลัง เช่น ระบบโครงสร้างภาษีอากรเหมาะกับสภาพเศรษฐกิจไทยหรือไม่ รายได้จากภาษีเงินได้เป็นสัดส่วนเท่าไหร่ต่อรายได้ภาษีทั้งหมด ถึงจะเหมาะสมที่สุดต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ฯลฯ
4.2 ความอ่อนแอของหน่วยงานบริหารจัดการด้านการคลัง หากหน่วยงานภายใต้กระทรวงการคลังอ่อนแอ บริหารงานไร้ประสิทธิภาพ ความเสี่ยงด้านการคลังจะเกิดขึ้นโดยหากไม่มีการปรับโครงสร้างและแก้ไขจุดบกพร่องเสียแต่เนิ่นๆ จะทำให้เกิดปัญหาด้านเสถียรภาพการคลังและเศรษฐกิจ

 

ขอบคุณเนื้อหาสาระจาก : จุลสารตรวจสอบภายใน ปีที่ 15 ฉบับที่ 80 ประจำเดือน ม.ค. – ก.พ. 2554

 
เพิ่มข้อมูลเมื่อ : 8 July 2554 เวลา 9:02:44
( ถูกเปิดอ่าน 1,940 ครั้ง )